ใครที่ชื่นชอบงานเครื่องหนังก็คงพอใจกับสินค้าที่ซื้อมาโดยระบุว่าเป็น “หนัง (สัตว์) แท้แล้ว แต่จะรู้หรือไม่ว่าหนังแท้ความจริงแล้วมีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าได้แตกต่างกัน วันนี้ผู้เขียนมีเกร็ดความรู้เล็กๆ เกี่ยวกับหนังมาฝากกันค่ะ

"หนัง"ในที่นี้หมายถึงหนังสัตว์ที่เรานำเอาไปผลิตเป็นสินค้าต่างๆ เช่น เข็มขัด รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์จากหนังที่เราเห็นกันก็ผลิตมาจาก หนังวัว หนังจรเข้ หนังนกกระจอกเทศ หนังจิงโจ้ และอื่นๆที่สามาถนำมาใช้ได้ แต่หนังที่นิยมนำมาใช้ผลิตสินค้ามากที่สุดก็คือ "หนังวัว" แต่การที่เราจะนำหนังสัตว์มาใช้ได้ก็จะต้องนำหนังดิบๆมาผ่านการฟอกหนัง เพื่อเปลี่ยนสภาพหนังให้นุ่ม หรือย้อมสีตกแต่งหนังให้สวยงามเพื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์หนังต่างๆ ซึ่งหนังที่ผ่านการฟอกหรือตกแต่งแล้วนั้น ก็จะมีการแบ่งประเภทได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวิธีในการแบ่ง แล้วก็ใครจะเรียกว่าอะไร แต่วันนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่เคยได้ยินกันบ่อยๆมาให้อ่านกัน

1.Full Grain คือ หนังที่ดีที่สุด เป็นหนังที่ไม่ผ่านการขัดผิวชั้นบนเพื่อตกแต่งตัวหนัง โดยตัวหนังนั้นจะคงความเป็นธรรมชาติของหนังแท้ไว้ทำให้เห็นลายธรรมชาติของหนังได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นรอยขีดข่วนบนตัวหนังหรือรอยย่นต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในตัวหนังเดิม จึงทำให้หนังชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนรักเครื่องหนังเนื่องจากมีความขลังและมีเสน่ห์ในตัวมันเอง แถมความทนทานของหนังระดับนี้ถือเป็นที่สุดสำหรับหนังแท้เลยทีเดียว ผลิตภัณฑ์สำหรับหนังชนิดนี้มักนำมาทำงานเฟอร์นิเจอร์ หรือรองเท้า

2.Top Grain คือ หนังที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่จะต้องขัดหนังส่วนบนสุดของวัว (Top Grain) ออกเพื่อให้หนังไม่มีรอยตามธรรมชาติที่มากับตัววัว จากนั้นจึงทำการปรับแต่งผิวสัมผัสให้ได้ผิวที่เรียบเรียบเนียนตามความต้องการ หนังชนิดนี้ถือว่าเป็นหนังเกรดคุณภาพสูงที่ใช้กันเป็นมาตรฐานของเครื่องหนังแท้ โดยจะเป็นรองแค่เพียง Full Grain เท่านั้น ข้อดีของหนังชนิดนี้คือจะมีสัมผัสของหนังที่เรียบเนียนสวยงามปรับแต่งได้ตามที่ผู้ผลิตต้องการไม่ต้องเห็นร่องรอยบนตัวหนัง ส่วนมากหนังชนิดนี้จะนำไปใช้ทำเครื่องหนังที่ต้องการให้ดูเรียบหรูเหมาะกับการแต่งตัวเป็นทางการ

3.หนังกลับ ( Suede & Nubuck Leather ) เป็นหนังที่อยู่ในส่วนของชั้นกลาง โดย Nubuck และ Suede จะมีข้อแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยโดย Suede นั้นทำมาจากแผ่นหนังวัวด้านใน ( Inner leather ) โดยผ่าหนังออกจากหนังผิวที่เรียบๆจนเห็นมีลักษณะเป็นขนๆ ดังนั้นจึงเป็นส่วนที่ไม่ค่อยคงทน และดูแลรักษายาก ( เป็นรอยง่าย โดนน้ำไม่ได้ ) เพราะหนังส่วนนี้จะไม่เคยเจอ แดด , ฝน จึงทำให้มีปัญหาในการนำมาใช้งานจริง ส่วนหนัง Nubuck นั้น คือหนังที่ผ่านการเจียรผิวหนังจนเป็นขนจนเนียนละเอียด โดยมากจะทำจาหนังที่มีคุณภาพดีๆ มีความคงทนมากกว่า Suede หลายเท่าเนื่องจากเป็นหนังคุณภาพสูงระดับ Full Grain

4.หนัง Split เป็นหนังที่ผลิตจากหนังในส่วนที่เหลือจากหนังที่ผ่านกรรมวิธีอื่น ๆ เช่น ฟอก , ขัด ฯลฯ ซึ่งความหนาหรือความบางนั้นจะขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการปอกหนัง หนังชนิดนี้จะสู้หนังชนิดอื่นไม่ได้ แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะนั้นคือเบาและสามารถถ่ายเทอากาศได้ดี โดยหนังชนิดนี้ไม่ควรโดนน้ำและไม่ควรใช้แบบลุย ๆ

5.Bonded Leather คือหนังประเภทหนึ่งซึ่งเกิดจากการนำเศษหนังแท้เหลือใช้และวัตถุดิบอื่นๆ มาผ่านกระบวนการยึดติดด้วยกาวและตกแต่งพื้นผิวภายนอกให้ดูเหมือนหนังแท้แต่คุณสมบัติในการใช้งานด้อยกว่าราคาก็ถูกกว่า และมีความแข็งกว่าหนังแท้ที่เป็นแผ่นปกติอยู่

6.หนังแก้ว คือหนังวัวเคลือบอีนาเมล มีสีสรรสวยงาม มันเงาจนน่าหลงใหล ซึ่งสารอีนาเมล หรือ Enamel เป็นตัวเคลือบให้หนังดูมันแวววาวนั่นเอง และที่สำคัญหนังแก้วนั้นราคาสูงกว่าหนังแบบทั่วๆ ไป จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ควรระวังคือ พวกรอยจากปากกา , รอยขีดข่วนจากของมีคม

7.หนังฟอกฟาด เป็นหนังที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการใช้งานจริง เนื่องจาก หนังฟอกฟาด นั้น เป็นหนังที่เมื่ออายุเวลาการใช้งาน ยิ่งนานสีของตัวหนังฟอกฟาด จะยิ่งเข้มขึ้น ชัดเจนขึ้น และสวยขึ้น นั่นเอง โดยหนังฟอกฟาดยังมีความทนทานอีกด้วย

8.หนังออยล์ เป็นหนังวัวชั้นดีชั้นนอกสุด เรียบลื่น ไร้รอยแผล ที่ผ่านกรรมวิธีการฟอกด้วยน้ำมันธรรมชาติเพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่นุ่มมือให้ความรู้สึกดีกับผู้ใช้งาน ในสมัยโบราณกรรมวิธีการผลิตหนังออยล์จะย้อมด้วยไขมันจากสมองของวัว แบบดั้งเดิมดิบๆ ที่ยังไม่มีสารเคมีหรือน้ำมันสังเคราะห์

สนใจดูผลิตภัณฑ์หนังฟอกฝาดแท้ ใช้งานง่าย ทน สวยมีสไตล์ KEJCHA